udom

คนไข้จะตัดสินใจอย่างไร ถ้าผลการตรวจและการวินิจฉัยโรคของหมอ นั้นไม่ตรงกับที่คุณ Search จาก Google ? คนไข้เชื่อหมอ หรือ เชื่อ Google มากกว่ากัน ? โดย หมอมด

      ในยุค 4.0 เราจะมีพฤติกรรมที่จะใช้ Google เป็นแหล่งสืบข้อมูลแรก ก่อนที่จะถามเพื่อน ถามญาติ หรือ หาข้อมูลจากหนังสือ เพราะข้อมูลถูกสืบค้นได้แบบ realtime เพียงยก Smartphone ขึ้นมาปัดเท่านั้นเอง ถือว่าสะดวกและง่ายมากๆ

      ทุกวันนี้สินค้าและบริการถูกเปรียบเทียบ วิจารณ์ และ Review เป็นข้อมูลก้อนใหญ่ๆ ให้เราประกอบการตัดสินใจก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อ 

      ก็น่าคิดเหมือนกันว่าการมาพบหมอ หรือ หมอฟัน คนไข้จะมี พฤติกรรม 4.0 เหมือนการเลือกสินค้าและบริการอื่นๆ หรือไม่ ? มีงานวิจัยจากสมาคมแพทย์บางแห่งที่อเมริกา พบว่าคนไข้มีพฤติกรรมที่มองว่าหมอเป็นความเห็นที่สอง (second opinion) หลังจาก Google พูดง่ายๆว่า Google เป็น First opinion และหมอกลายเป็น second opinion

      การมีซึ่ง Google ในยุคนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่คนไข้เข้าถึงได้ง่ายกว่าการนัดพบหมอ ย่อมทำให้คนไข้ได้รับข้อมูลและองค์ความรู้มาชุดหนึ่ง ซึ่งตอบไม่ได้ว่าเป็นผลดี หรือ ไม่ดีเพียงใด เพราะยังมีปัจจัยทั้งเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลและวิจารณ์ญาณของคนไข้

      ถ้าเรามองในมุมของตัวหมอ …. หมอสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้สูงกว่า Google ได้เพียงใด ? หรือจะต้องเพิ่มศักยภาพใด หรือไม่ ?

      ความน่าเชื่อถือเป็นอะไรที่ค่อนข้างส่วนบุคคล จึงอยู่ที่ว่าหมอคนนั้นเป็นใคร มีชื่อเสียงอย่างไร และปฎิบัติอย่างไรต่อคนไข้ หมอบางคนไม่ว่าจะพูดอะไรคนไข้ก็เชื่อ เพราะคนไข้รักและเคารพคุณหมอมากๆ หมอหลายท่านก็เป็นหมอของคนไข้อย่างแท้จริง แต่หมอบางท่าน….คนไข้อาจไม่รู้สึก Trust อะไรมากมาย อาจจะแค่รับฟังแล้วขอกลับบ้านไปคิดดูก่อนเพื่อจะค้น Google ดูอีกทีค่อยตัดสินใจ

      สิ่งที่คุณหมอจะต้องมีก็คงไม่พ้นกับอัพเดทวิชาความรู้ให้ทันสมัย การที่หมอรู้ช้ากว่าคนไข้ย่อมดูไม่น่าเชื่อถือ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือทักษะการสื่อสาร (verbral & Non verbral communication)  เพราะถ้าคุณหมอขาดทักษะการสื่อสารที่ดี คนไข้ก็อาจจะเชื่อ Google มากกว่าก็ได้ เพราะอย่างน้อย Google ก็ไม่เคยทำให้คนไข้เสียใจ เช่น พูดจาขับไล่คนไข้ให้ไปตรวจที่อื่น หรือกล่าวประโยคที่ไม่เหมาะสมที่จะพูดออกมาในฐานะคนเป็นหมอ เช่น “ที่นี่ไม่ใช่เซเว่น”

      เราต้องยอมรับว่าโลกเราทุกวันนี้เปลี่ยนไป และพฤติกรรมของคนไข้ก็เปลี่ยนไปตาม หน้าที่ของหมอคือรู้ให้ได้ว่าคนไข้คิดอะไร รู้สึกอย่างไร และต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารให้สอดคล้องกัน คุณหมอที่ขาดทักษะการสื่อสารจะสร้างความน่าเชื่อถือได้ยากในยุค 4.0 นี้

      หน้าที่ของการบริการของคุณหมอไม่ใช่แค่การให้การรักษาที่ดีที่สุด แต่จะต้องสื่อสารและเข้าใจคนไข้อย่างนุ่มลึกและคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ของหมอ – คนไข้ที่ดี